นิทานพื้นบ้าน

นิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบทอดกันมาแต่โบราณ จากปากต่อปากโดยไม่ปรากฏชื่อ ผู้เล่าดั้งเดิมว่าใครเป็นใคร นิทานเหล่านี้มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น นิทานพื้นบ้าน นิทานชาวบ้าน นิทานพื้นเมือง เป็นต้น แต่ในที่นี้จะเรียกว่า นิทานพื้นบ้าน

ลักษณะของนิทานพื้นบ้าน
นิทานพื้นบ้าน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาช้านานโดยใช้ถ้อยคำธรรมดาหรือภาษาชาวบ้าน มีลักษณะเป็นร้อยแก้วไม่ใช่ร้อยกรอง และไม่ปรากฏว่าผู้เล่าดั้งเดิมคือใคร เป็นเพียงการเล่าต่อๆกันมาเป็นทอดๆ ผู้เล่าก็มิได้ถือว่าเรื่องที่เล่านั้นเป็นเรื่องจริงแต่ประการใด ต่อมาภายหลังได้มีผู้เขียนขึ้น แต่ก็เขียนขึ้นตามเค้าเดิมที่เล่ากันปากต่อปาก

ประเภทของนิทานพื้นบ้าน
การแบ่งประเภทนิทานพื้นบ้านนั้น กระทำโดยจัดกลุ่มนิทานที่มีเนื้อหาหรือรูปแบบคล้ายกัน ซึ่งแบ่งได้เป็น ๗ ประเภท คือ
๑. นิทานมหัศจรรย์ คือนิทานจักรๆ วงค์ๆ หรือนิทานประโลมโลก ที่กล่าวถึงเจ้าชายถูกแม่เลี้ยงริษยา ต้องออกจากเมืองเผชิญโชคไปยังดินแดนมหัศจรรย์ ปราบยักษ์ นกอินทรี และฝ่ายอธรรมทั้งหลาย จนที่สุดก็กลับมาครองเมืองอย่างสันติสุข นิทานประเภทนี้เป็นนิทานที่มีจำนวนมากที่สุดในบรรดานิทานพื้นบ้านไทย
๒. นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่มีแนวโครงเรื่องตามแนวปาฏิหาริย์ แต่ได้อ้างอิงชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์ บุคคลที่เป็นวีรบุรุษประจำชาติ หรือบุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์ เช่น เรื่องพระยาเจื๋อง เรื่องขุนบรม เรื่องท้าวแสนปม เรื่องพระร่วง เป็นต้น
๓. นิทานประจำถิ่น เป็นนิทานที่อธิบายความเป็นมาของท้องถิ่น แม้ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นแนวปาฏิหาริย์ แต่ก็ปรากฏ ชื่อ สถานที่ในท้องถิ่นจริง หรือมีหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญของท้องถิ่นนั้นๆจริง เช่น เรื่องพระยากงพระยาพาน (พระปฐมเจดีย์) เรื่องท้าวปาจิตนางอรพิม (ตำนานปราสาทหินพิมาย)
๔. นิทานอธิบายเหตุ เป็นนิทานเรื่องที่อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ อธิบายรูปร่างของสัตว์ และอธิบายความเป็นมาของพิธีกรรมต่างๆ นิทานเหล่านี้มุ่งที่จะอธิบายความเป็นมาของสรรพสิ่งต่างๆตามความเชื่อและทัศนะของคนไทย จึงไม่สอดคล้องกับการอธิบายตามวิธีวิทยาศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ตอบข้อสงสัยต่างๆ เช่น ทำไมเมล็ดข้าวจึงเล็ก ทำไมกระดองเต่าจึงแตก เป็นต้น
๕. เทพนิยายหรือนิทานเทวปกรณ์ คือนิทานที่เล่าความเป็นมาของโลก การกำเนิดโลกและจักรวาลตามทัศนะและความเชื่อของคนไทย และสรรพสิ่งในโลก เช่น เรื่องพระยาแถนสร้างโลก เรื่องเมขลารามสูร เรื่องราหูอมจันทร์ เป็นต้น
๖. นิทานสอนใจ บางครั้งเรียกว่า “นิทานคติธรรม” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องขนาดสั้น ๒-๓ ตอนจบ แนวเรื่องของนิทานสอนใจยึดเรื่องคุณธรรม ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ของตัวเอก และชี้ให้เห็นการประกอบคุณงามความดีจะได้รับผลดีทั้งปัจจุบันและอนาคต นิทานสอนใจมักจะนำเรื่องมาจากชาดก
๗. นิทานมุขตลก เป็นนิทานสั้นๆตอนเดียวจบ หรือสองตอนจบ โดยมุ่งที่จะสร้างความขบขันแก่ผู้ฟัง ซึ่งอาจจะนำมุขตลกจากเรื่องราวต่างๆ เช่น คนปัญญาไว จากเรื่องศรีธนญชัย หรือเชียงเมี่ยง เรื่องคนขี้เกียจได้ดี เรื่องล้อเลียนนักบวช เรื่องตลกคนพิการ เป็นต้น
นิทานพื้นบ้านของไทยจะมีลักษณะแตกต่างตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น แต่ส่วนใหญ่จะสอดแทรกความรู้ ความเชื่อ ความคิดที่เป็นคติสอนใจผู้ฟังไว้ทางอ้อม นิทานพื้นบ้านแต่ละภาคของไทยมีมากมาย ที่รู้จักกันทั่วไปมีดังนี้
ภาคเหนือ หงค์หิน เมืองลับแล หมาขนดำ
ภาคอีสาน ผาแดงนางไอ่ จำปาสี่ต้น ท้าวคันธนาม
ภาคกลาง ปลาบู่ทอง ขุนช้างขุนแผน นางสิบสอง ไกรทอง
ภาคใต้ พระรถเมรี วันคาร นายตั่น ตาม่องลาย
ภาคตะวันออก สามมุก

ภาคเหนือ
นิทานล้านนา เรื่อง ใครโง่กว่าใคร
มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า หมายปีมาแล้ว มีชายผู้หนึ่งชื่อ คง ทิดคงนี้เคยบวชเป็น พระภิกษุหลายพรรษา ต่อมาได้สึกและแต่งงานอยู่กินกับภรรยาจนมีบุตรคนหนึ่ง ทิดคงและครอบครัวมีอาชีพในทางทำนา แกมีนาส่วนตัวอยู่แปลงหนึ่ง แกทำนาด้วยตนเองทุก ๆ ปี นานี้อยู่ห่างจากบ้านของแกราว ๆ ๔ – ๕ กิโลเมตร เวลาเช้าทิดคงจะออกไปไถนาพร้อมกับควาย ครั้นตอนสายและกลางวันลูกสาวจะเป็นผู้นำอาหารไปส่งให้เสมอ วันหนึ่งตอนบ่าย ภรรยาไปตลาดซื้อปลามาตัวหนึ่ง เอาไปแกงส้มอร่อยมากนางคิดถึงสามี จึงขอร้องให้ลูกสาวช่วยนำอาหารมื้อนี้ไปส่งให้ด้วย ลูกสาวรับของออกเดินจากบ้านไป ขณะที่เดินทางฝ่าแดดที่กำลังร้อนจัด ประกอบกับวันนั้นบุตรสาวต้องทำงานที่บ้านแต่เช้าจนบ่าย เมื่อฝ่าแดดมารู้สึก เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก นางจึงหยุดพักวางหม้อข้าวหม้อแกงลง นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้คิดว่าพอหายเหนื่อยแล้วตนจึงค่อยเดินทางต่อไป พอดีมีลมโชยมา นางเลื่อนตัวเอนกายพิงกับต้นไม้ม่อยหลับไป ขณะที่หลับนางฝันว่า มีบุตรเศรษฐีมาชอบพอและสู่ขอนางกับพ่อแม่ ได้อยู่กินกันอย่างเป็นสุข จนกระทั่งมีครรภ์ ต่อจากนั้นไม่นานนักนางก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย อ้วนท้วนน่ารักต่อมาเด็กคนนั้นได้ล้มป่วยลงโดยกะทันหันถึงแก่ความตาย นางร้องไห้ด้วยความเสียใจ ขณะที่ละเมอไข้วคว้าอยู่นั้น มือไปปัดเอาหม้อแกงหกเรื่อราดหมด เลยไม่มีอาหารไปสู่บิดาเมื่อนางตื่นขึ้นจึงร้องไห้กลับบ้าน เล่าเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ได้ยินดังนั้นพลอยร้องไห้เสียใจด้วยพร้อมกับรำพันว่า ‘’โธ่เอ๋ยหลานรัก เกิดมาไม่ทันไรมาด่วนตายเสียได้ ยายไม่ทันได้กอดได้อุ้ม อือ ๆ ๆ ‘’ พอดีขณะนั้นสามีหิวข้าวรีบเดินกลับบ้าน เมื่อมาถึงพบคนทั้งสองกำลังร้องไห้ด้วยความเสี่ยใจจึงไต่ถามเรื่องราวเมีย พอเห็นสามีมา รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับบอกว่า ‘’ ตาเอ๋ยตา หลานเกิดมาไม่ทันไรก็ตายเสียก่อน โธ่ไม่น่าเลยช่างบุญน้อยจริง ๆ น่าจะคอยให้ตายายอุ้มบ้างก็ไม่ได้ ทิดคงสงสัย ไต่ถามลูกสาวก็ทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงพูดออกมาว่า ‘’ มันฝันนี่หว่า มันจริงเมื่อไร เอ็งทำไมจึงโง่เขลาเช่นนี้ ‘’
เมื่อเห็นว่าภรรยาและลูกสาวของตนโง่เขลายิ่งนัก แกจึงตัดสินใจขายควาย รวบรวมเงินทองติดตัวออกเดินทางลงเรือไปยังเมืองอื่น ๆ ขณะที่พายเรือไปตามแม่น้ำนั้น เขาพบชายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่จึงแวะเข้าไปถามว่า ‘’ ท่านร้องไห้ทำไม ‘’ ชายผู้นั้นบอกว่า ‘’ ข้าพเจ้าเอามือออกจากไหเกลือไม่ได้ ‘’ ทิดคงมองเห็นชายนั้นล้วงมือลงไปในไหเกลือและกำเกลือจนเต็มกำมือปากไหนั้นแคบ เขาจึงเอามือออกไม่ได้ ทิดคงหัวเราะ บอกให้เขาปล่อยเกลือเสีย มือก็จะออกได้ ชายผู้นั้นทำตาม จึงเอามือออกไปและกล่าวคำขอบใจ พร้อมกับมอบเป็ดให้เป็นรางวัลตอบแทนหนึ่งตัว ทิดคงพายเรือต่อไป เขาพบคนหมู่หนึ่งกำลังเอาเชือกผูกหัวเสาอยู่ข้างฝ่าย ต่างฉุดดึงกันไปคนละทาง ทิดคงรู้สึกสงสัยแวะเรือเขาไป ร้องถามว่า ‘’ พวกท่านทำอะไรนั่น ‘’ เสามันสั้นไป เราพยายามจะดึงมันให้ยาวอีกสักหน่อย ทิดคงบอกว่า ‘’ท่านเอ๋ย เสาดึงมันไม่ยืดออกได้หรอก ท่านต้องการจะให้เสายาวขึ้น ก็หาเสามาต่อเข้าซิ‘’ พวกนั้นปฏิบัติตาม และดีใจมากที่เสายาวออกมาตามที่ต้องการ แต่ละคนได้ชมเชยต่าง ๆ นานาว่า ‘’ ท่านช่างมีปัญญาแท้ ๆ ‘’ แล้วต่างก็หาไก่มามอบให้เป็นรางวัล
ทิดคงพายเรือต่อไปจนกระทั่งพบคนอีกกลุ่มหนึ่ง เขาสร้างตึกก่ออิฐถือปูน เนื่องจากไม่มีหน้าต่าง ดังนั้นภายในห้องจึงมืด พวกนั้นต่างช่วยกันเอาตะกร้า กระบุง หีบ และถังต่าง ๆ ออกวางกลางแดด พอสักครู่ก็ยกเข้าไปเทในห้องเพื่อให้ห้องสว่างขึ้น แม้ว่าเขาจะขนสักเท่าไรห้องนั้นก็ไม่สว่างขึ้น ทิดคงรู้สึกแปลกใจ จึงร้องถามออกไปว่า ‘’ ท่านทำอะไร ขนกันไม่รู้จักหมดจักสิ้น ‘’ พวกนั้นบอกว่า ‘’ พวกเราขนแดดไปเทในห้องเพื่อให้มันสว่างขึ้น ‘’ ทิดคงหัวเราะ พร้อมกับบอกว่า ‘’ สหายเอ๋ย ท่านอยากให้ห้องสว่าง ก็เจาะกำแพงหน้าต่างซิ ‘’พอพูดจบ ทิดคงก็ขึ้นจากเรือไปช่วยทำหน้าต่างให้ ตึกที่มืดกลับสว่างขึ้นทันที พวกนั้นพากันไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี และกล่าวคำชมเชยว่า ‘’ ท่านช่างมีปัญญาจริง ๆ ‘’ ทุกๆ คนต่างรวบรวมรางวัลมอบให้เป็นที่ระลึก ทิดคงเริ่มรู้สึกว่าที่ตนคิดว่าภรรยาและบุตรของตนโง่นั้น พวกที่ตนมาพบนี้ยิ่งโง่กว่าเสียอีก ทางที่ดีควรกลับไปคืนดีกับลูกเมียเสียดีกว่า หากลูกเมียผิดพลาดไป ตนยังพอจะแนะนำสั่งสอนให้เป็นคนดีได้ ทิดคงจึงกลับยังบ้านอยู่กันกับภรรยาและบุตรอย่างเป็นสุขต่อไป

ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันคนโง่นั้นมีอยู่ทั่วไป อย่าคิดว่ามีแต่คนในครอบครัวเราเท่านั้นทางแก้ปัญญามิใช่จะหนีปัญหา พึงใช้ปัญญาแก้ไข เช่น อบรม สั่งสอน ชี้แนะแนวทางให้
คติ ‘’ เหนือฟ้ายังมีฟ้า ‘’
( เล่าโดย สมชัย ธนัญชัย โรงเรียนวัดดอนจั๋น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ . )
ภาคอีสาน
นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน-หูดสามเปา
บักหูดสามเปาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง มีแต่ตุ่มเต็มโต ขี้คร้านหลาย กินแล้วกะมีแต่นอน พ่อกับแม่เลยให้ไปอยู่วัดแห่งหนึ่งกับยาคู ยาคูกะเลยเอาเม็ดแตงโมให้บักหูดสามเปาไปปลูก และบอกว่าให้ไปรดน้ำทุกวัน ความขี้คร้านของมันบ่ตักน้ำหด แต่ไปเยี่ยว(ฉี่) รดทุกมื้อ ๆ จนบักโมเติบใหญ่ พอบักโมสุกก็เลยเอาไปถวายพระยา พระยามีลูกสาวผู้หนึ่งงามขนาด ชื่อ นางลุน ลูกสาวพระยากินบักโมแล้วเกิดมีลูกพระยาถามลูก ว่ามีลูกนำไผ ลูกสาวกะบอกว่าไม่รู้ พระยาเลยตีฆ้องร้องป่าวว่าให้คนเอากล้วยมาคนละหนึ่งหน่วย ถ้านางเอากล้วยนำผู้ได๋ผู้นั่นสิเป็นพ่อของลูกในท้อง ส่วนลูกสาวพระยา ไผ๋ยื่นให้ก็ไม่เอาจนว่ามาฮอดบักหูดสามเปาเด่กล้วยให้ นางลุนก็เอาปั๊บ พระยาเห็นอย่างนั้นก็โกรธมากหลายเลยไล่บักหูดสามเปากับนางลุนหนีเข้าไปอยู่ในป่า พร้อมกับมีดดวงหนึ่ง เสียมดวงหนึ่งบักจกดวงหนึ่ง เอามีดตัดต้นไม้ทำที่อยู่ นางลุนก็ไม่พูดด้วยสักที ทำอย่างไรก็ไม่พูด นานๆไปก็พูดเอง (บ่ฮู้ว่าเป็นหยัง) ? ต่อมาเมียก็เลยบอกให้ไปถางป่าจะปลูกผักปลูกหญ้า ปรากฏว่าถางต้นไม้ไว้แล้วยามมื้อเช้าต้นไม้ก็หายหมด ฟันอีกหลายครั้งก็เป็นเหมือนเดิม บักหูดสามเปาก็เลยแอบดูจอบเบิ่ง พอแต่ตะเว็นตกดินกะมีลิงโตหนึ่งถือฆ้องเดินมาพอแต่ตีฆ้องต้นไม้ลุกพึบขึ้นมา บักหูดสามเปาเห็น เลยแล่นออกไปจับลิง ทำท่าสิฆ่าลิง ลิงกะเลยฮ้องขอชีวิตไว้ บักหูดสามเปาก็เลยว่ามึงเป็นหยังจังเฮ็ดจังซี่ กูสิปลูกบักแตงบักโมไว้ให้เมียกูกิน ลิงกะเลยว่าฆ้องนี้มันเป็นฆ้องวิเศษ บักหูดสามเปากะเลยว่ามันวิเศษจังได๋ลิงบอกว่าตีเป็นคนงามกะได้ตีเป็นผู้เฒ่ากะได้ ตีเอาบ้านเอาเมืองกะได้ บักหูดสามเปาก็เลยลองตีดู ตีให้หูดกูหายกะนา พอแต่ตีฆ้องหูดที่มีอยู่ก็หาย เอาตีให้กูผู้เป็นผู้งาม ๆ ได้บ่ได้ ว่าแล้วเลากะเลยตีฆ้องให้เป็นผู้บ่าวงาม ๆ แล้วลิงกะเลยเอาฆ้องให้ พอแต่ได้ฆ้องแล้วบักหูดกะเลยกลับบ้านไปหาเมีย เรียกเมีย เมียก็เลยว่าอย่ามาเอิ้นข้อย ข้อยมีผัวแล้ว ข้อยลุโตนผัวข้อย บักหูดสามเปากะเลยว่าข้อยนี่แหละผัวเจ้า ข้อยบ่เชื่อเอ้า…
ข้อยสิตีฆ้องให้เป็นหูดคือเก่าเด้อ พออธิฐานแล้วกะเลยตีฆ้องให้เป็นหูดเหมือนเก่า เมียก็เลยเชื่อแล้ว กะเลยตีให้กลับเป็นคนงามเหมือนเดิม ต่อจากนั้นแล้วก็เลยตีเอาบ้านเอาเมืองอื่นๆอย่างมีความสุข กล่าวถึงพระยา สงสัยว่าหูดสามเปามันตายหรือยัง เลยบอกเสนาอำมาตย์ไปเเอบดู พอแต่เสนาไปดูเลยกลับมาบอกพระยาว่าบักหูดสามเปารูปงามกว่าเก่า รูปงามพระยาเลยไปดูให้เห็นกับตา ก็เลยให้บักหูดสามเปาตีฆ้องให้ตัวเองเป็นหนุ่ม แล้วกลับบ้านกลับเมือง พอแต่เมียเห็นพระยาก็ไม่เชื่อว่าเป็นผัวเจ้าของ เลยบอกว่ามีฆ้องศักดิ์สิทธิ์อยู่กับ หูดสามเปาเมียกะเลยว่าข้อยอยากเป็นสาวงามเหมือนกัน ฮิๆๆ ว่าแล้วบักหูดสามเปาก็เลยตีฆ้อง เมียพระยาก็เลยกลับเป็นคนงามคนสวยเริ่ดประเสริฐศรี ปรากฏว่าบ้านเมืองนั้นมีแต่คนงาม ๆ มีแต่หนุ่ม ๆ สาว ๆ สวยๆ เริดๆ หมดทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะหูดสามเปาตีฆ้อง ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างความสุขแฮบผปี้แอนดิ้ง……จบจ้อย

ภาคกลาง
เรื่อง สองพี่น้อง
ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีคลองอยู่คลองหนึ่ง เรียกว่า “คลองสองพี่น้อง” ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสองพี่น้อง เรื่องนี้มีนิทานเล่ากันมาแต่โบราณว่า สมัยหนึ่ง มีชายสองคนพี่น้องอาศัยอยู่ที่คลองนี้ ทั้งสองมีอาชีพทำไร่ทำสวน ฐานะค่อนข้างมีอันจะกิน และรูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ เป็นที่หมายปองของสาวในบ้านเดียวกัน แต่ชายหนุ่มทั้งสองหาสนใจไม่ ต่อมาไม่นานทั้งสองได้ข่าวว่ามีสาวงามสองคนอยู่ในตำบลท้องที่อำเภอบางปลาม้า หญิงทั้งสองนี้สวยงามมาก ชายทั้งสองพี่น้องจึงคิดต้องการนางมาเป็นคู่ครองทั้งสองคน ต่อมาสองพี่น้องได้จัดเถ้าแก่ไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงเมื่อได้ฟังคุณสมบัติของฝ่ายชายก็ไม่รังเกียจ และเห็นว่าลูกสาวของตนอายุสมควรที่จะมีคู่ครองได้แล้วจึงตอบตกลง “เมื่อมาสู่ขอลูกสาวของฉันไปตกไปแต่งทั้งที ก็ขอให้สมกับหน้าตา ฐานะหน่อยหนึ่งจะได้ไหม” พ่อขอฝ่ายหญิงกล่าวกับเถ้าแก่ ฝ่ายหญิงต้องการให้จัดขบวนขันหมากลงเรือสำเภาให้ใหญ่โต จะได้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวบ้านแถวนี้
ครั้งถึงวันกำหนดนัด ฝ่ายชายก็จัดเครื่องขันหมากและเครื่องใช้ในการแต่งงานลงเรือสำเภา มีมโหรีปี่พาทย์ครบครัน เมื่อได้ฤกษ์ขบวนขันหมากพร้อมทั้งเจ้าบ่าวทั้งสอง ก็เริ่มเคลื่อนที่จากคลองสองพี่น้องออกไปทางแม่น้ำสุพรรณขึ้นไปทางเหนือมุ่งหน้าไปบ้านเจ้าสาว ขณะที่เรื่อแล่นไป นักดนตรีก็เล่นดนตรีดังไปตลอดทาง จนถึงตำบลหนึ่ง เมื่อนักดนตรีเปลี่ยนเพลงมาเล่นซอ ชาวบ้านจึงเรียกที่แห่งนี้ว่า “บางซอ” เพราะนักดนตรีไปเล่นซอที่นั่น เมื่อแล่นไปอีกไม่นานเสียงดนตรีก็ยิ่งดังครึกครื้น สนุกสนาน ผู้คนในเรือก็ร้องรำกันไม่ได้หยุดที่แห่งนี้จึงเรียกว่า “บ้านสนุก” เมื่อเรือขบวนขันหมากเลยบ้านสีสนุกไปได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์อย่างไม่คาดคิดขึ้น คือ เรือสำเภาที่บรรทุกทั้งคนทั้งเครื่องใช้ไม้สอยสำหรับงานแต่งานได้เกิดอุบัติเหตุอับปางล่มลง คนที่มากับขบวนขันหมาก และสิ่งของเครื่องใช้จมหายไปในน้ำหมด ดังนั้น ตรงที่เรือสำเภาล่มนั้นปัจจุบันจึงเรียกว่า “สำเภาทลาย” ส่วนเจ้าบ่าวสองพี่น้องจมน้ำตายทั้งคู่ ฝ่ายเจ้าสาวทั้งสองสมกับเป็นเจ้าสาวรอขบวนขันหมากด้วยใจระทึก ต่างคนก็คิดถึงเจ้าบ่าวของตนเองว่าหน้าตาหล่อเหลาแค่ไหน แต่เมื่อมีคนมาส่งข่าวว่าขบวนเรือขันหมากของสองพี่น้องล่มลงกลางแม่น้ำเสียแล้ว และเจ้าบ่าวของเธอก็จมน้ำตายด้วย หญิงทั้งสองเสียใจมาก เธอร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกบ้านที่หญิงทั้งสองอยู่ว่า “บ้านแม่หม้าย” ซึ่งปัจจุบันก็ขึ้นอยู่กับอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

ภาคใต้
เรื่องแม่จ๋าแม่แค่อ้อยเพียงลำเดียว
เด็กหญิงกำพร้าคนหนึ่ง เธอชื่อ ซูไบดาต่อมาแม่มีสามีใหม่และมีน้องชายเล็กๆอีกคนหนึ่งซูไบดา ต้องเลี้ยงน้องขณะที่พ่อแม่ไปทำนาก่อนออกจากบ้านพ่อเลี้ยงกำชับเธอเสมอว่าอย่ากินอ้อยเด็ดขาด พ่อจะเอาไว้ขายแต่วันหนึ่งน้องร้องอยากกินอ้อย ซูไบดา จึงตัดสินใจตัดอ้อยให้น้องกิน เมื่อพ่อแม่กลับถึงบ้าน ซูไบดาจึงเล่าความจริงให้ฟัง พ่อเลี้ยงจึงไม่พอใจมาก ทุบตี ซูไบดา จนสลบ ทันใดนั้นได้มีพญานกตัวหนึ่งบินผ่านมา และเห็นเด็กหญิงนั่งร้องไห้อยู่หน้ากระท่อมพญานกจึงบินเข้าไปใกล้ๆ “หนูร้องทำไมจ๊ะ”พญานกถาม ซูไบดาผู้น่าสงสารจึงเล่าเรื่องของเธอให้ฟัง ในที่สุดพญานกจึงว่า “หนูจะมีแต่ความสุขและมีอิสระเสรี” พญานกจึงบันดาลให้ซูไบดาเป็นนกน้อยน่ารัก ตัวสีฟ้า ปีกสีชมพู จะงอยปากและขาสีแดง ขันขานไพเราะจับใจ พญานกจึงนำนกน้อยบินไปบนท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลิน ซูไบดา คิดถึงแม่เธอจึงบินมาที่กระท่อมช่วยเก็บฟืนตำข้าว ตักน้ำพร้อมกับถอดกำไลและตุ้มหูคืนให้แม่ เสร็จแล้วนกน้อยบินไปหาแม่ที่ในนา และไปเกาะที่กิ่งไม้ใกล้ๆ แล้วร้องเพลงว่า

“แม่รักอ้อยเพียงลำเดียวสำคัญใย น้องนอนในเปลน้อยเฝ้าคอยกิน
ตุ้มหูและกำไลในกระเชอ น้ำล้นเอ่อเต็มอ่างข้างบ่อหิน
เก็บไม้ฟืนมากล้นว่างบนดิน ข้าวเปลือกสินครกตำนำข้าวมา”
ขณะแม่กำลังทำนาอยู่ ได้ยินเสียงนกร้องแม่จึงสังหรณ์ใจคิดถึงลูกสาว จึงชวนสามีกลับบ้านเมื่อมาถึงบ้านแม่ไม่เห็น ซูไบดา แม่จึงตกใจเสียใจ และร้องไห้ยิ่งเห็นกำไลและตุ้มหูแม่ยิ่งโศกเศร้าเป็นทวีวันหนึ่งพระราชาหนุ่ม ออกล่าสัตว์ได้ยินเสียงนกน้อย ซูไบดา รูปร่างสวยงามและร้องเพลงไพเราะ จึงสั่งให้ทหารจับนกน้อยใส่กรงวันหนึ่ง พระราชาได้ยินเสียงนกร้องเพลงว่า
“จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ ฉันไม่ยอมอยู่ในกรงไม้ ฉันจะอยู่ในกรงเหล็ก
ฉันไม่อยู่ในกรงเหล็ก ฉันจะอยู่ในกรวงเงิน
ฉันไม่อยู่ในกรงเงิน ฉันจะอยู่ในกรงนาก
ฉันไม่อยู่ในกรงนาก ฉันจะอยู่ในกรงทอง”
พระราชาจึงเปลี่ยนกรงไม้ไผ่เป็นกรงทองฝังเพชร นกน้อยดูร่าเริง ร้องเพลงเสียงเพราะวันหนึ่งพระราชาตกพระทัย เมื่อมาดูนกน้อยปรากฏตัวเป็นหญิงสาวสวยดังนางฟ้านั่งอยู่ในกรงนก ซูไบดา จึงกราบทูลว่าเธอได้รับการเนรมิตด้วยอำนาจพญานกเลยกลายเป็นนกน้อง บัดนี้ อำนาจมนต์พญานกเสื่อมหมดแล้วเธอจึงกลับกลายเป็นคนดังเดิมพระราชาเอาปีกและหางนกไปเผาไฟ เพื่อไม่ให้เธอได้เป็นนกอีก หลังจากนั้นได้จัดงานอภิเษกสมรสกับซูไบดาและครองบ้านเมืองอย่างมีความสุข

ภาคตะวันออก
นิทานพื้นบ้าน-ตำนานสิงโตคู่ที่แหลมสิงห์
มีที่มาจากภูเขาลูกหนึ่งชื่อ “เขาแหลมสิงห์” ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำจันทบุรี การที่เรียกชื่อเขาลูกนี้ว่าเขาแหลมสิงห์นั้น เพราะด้านหน้าเขามีหินเป็นแก่งเกาะยื่นล้ำออกไปในทะเล และในบรรดาก้อนหินเหล่านี้ มีอยู่ 2 ก้อนลักษณะคล้ายตัวสิงโต มีหัว มีลำตัว มีหาง มีเท้า และดวงตา มีขนาดลำตัวยาว 6 เมตร กว้าง 1.5 เมตร สูงจากพื้นน้ำทะเล 2.5 เมตร ยืนคู่กันล้ำเข้าไปในทะเล สิงโตคู่นี้เป็นที่สักการะนับถืออย่างยิ่งของชาวประมง คำโบราณปรัมปราเล่าว่าเมื่อก่อนนี้ไม่มีสิงโตคู่นี้ แต่กล่าวกันว่าบนเขาแหลมสิงห์มีสิงโตจริงๆ อยู่คู่หนึ่ง สิงโตตัวผู้ตัวเมียคู่นี้ไปไหนด้วยกันเสมอ และลงอาบน้ำทะเลด้วยกันทุกวัน ต่อมาฝรั่งเศสพวกหนึ่งคอยดักทำร้ายสิงโตนี้ โดยใช้วัตถุระเบิดชนิดหนึ่ง สิงโตตัวหนึ่งถึงแก่ความตาย อีกตัวหนึ่งวิ่งหนีลงทะเลทัน ตัวที่หนีลงทะเลไปนั้น เมื่อตายในน้ำแล้วก็มากลายรูปเป็นสิงโตศิลายืนหยัดอยู่ริมทะเล ส่วนตัวที่ถูกยิงตายอยู่ที่ริมฝั่งทะเล เหลือเพียงแต่ซากหินปรักหักพังยืนข้างศิลาตัวใหญ่ พอจะจับสังเกตเป็นเค้าได้ มีแววเป็นรูปสิงโตได้บ้าง (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ 6 รอบ 5 ธันวาคม viagra “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ความเป็นมาของอำเภอสำคัญในประวัติศาสตร์ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน้า 58-59) หินสิงโตนี้ใช้เป็นจุดสังเกตสำหรับเรือเดินทะเลมาตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 12 แล้ว กล่าวไว้ในจดหมายเหตุเมื่อครั้งราชวงศ์สุ่ย เดินทางออกจากกวางตุ้งไปยังเมืองซิตู้ ซึ่งเข้าใจว่าอยู่ทางภาคใต้บนคาบสมุทรไทย โดยหลังจากเรือผ่านหินรูปสิงห์ไปได้สองสามวันก็จะเห็นทิวเขาในเขตแคว้นหลั่งยะสิ่ว ซึ่งน่าจะหมายถึงเมืองใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ต่อจากนั้นก็วกเรือลงมาทางใต้ผ่านเกาะรังไก่ไปยังแคว้นซิตู้ โขดหินรูปสิงห์นี้เป็นที่รู้จักกันต่อมาจนกระทั่งในยุคที่ชาวตะวันตกเข้ามาแสดงหาอาณานิคม ต่อมามีนายทหารเรือของฝรั่งเศสทดลองความแม่นปืนด้วยการใช้ปืนเรือยิงหัวสิงห์กระเด็นตกน้ำไป ทำให้รูปสิงห์ที่เห็นอยู่นี้ขาดความสมบูรณ์แต่ดั้งเดิมไป

ตำนานเจ้าแม่เขาสามมุก
เป็นเรื่องราวของหญิงสาวเศร้าสร้อยผู้เดียวดายกลางพายุ ชื่อของเธอ อยู่ท่ามกลางขุนเขาในสายลมแห่งท้องทะเล
สมัยก่อนที่จะมีชายหาดบางแสน ชายทะเลบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง ณ หมู่บ้านนั้นมีเศรษฐีผู้หนึ่งที่ฐานะร่ำรวยมาก เศรษฐีมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง เป็นหนุ่มรูปงาม มีนามว่า แสน เมื่อว่างจากการทำงาน เขามักจะชอบเล่นว่าว เศรษฐีพ่อของเขาต้องการให้เขาหมั้นหมายสาวงามที่ฐานะดีในหมู่บ้านให้เป็นคู่ครอง แต่แสนก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา
บริเวณชายหมู่บ้านชาวประมงนั้นมีกระท่อมอยู่หลังหนึ่งปลูกอยู่ที่หน้าผาริมทะเล เป็นที่อยู่อาศัยของหญิงชรา และหลานสาวที่แกพามาอยู่ด้วยจากเมืองบางปลาสร้อย ชื่อว่า สามมุก ยามเย็นสาวสามมุกมักชอบมานั่งชมความงามของทะเลที่ริมหน้าผาเสมอ
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่สาวสามมุกกำลังนั่งอยู่บนโขดหินริมผาชมธรรมชาติอยู่นั้น ก็ได้มีว่าวปักเป้าตัวหนึ่งขาดลอยลมมา เธอจึงคว้าสายป่านไว้ได้ ครู่ต่อมา หนุ่มแสนก็ปีนหน้าผาเพื่อขึ้นมาเก็บว่าว แสนและสามมุกจึงได้พบกันเป็นครั้งแรก ทั้งแสนและสามมุกต่างหลงรักกัน และมาพบกันที่โขดหินริมผานี้หลายครั้ง หนุ่มสาวทั้งสองสัญญารักกันว่าจะรักกันอย่างไม่เสื่อมคลาย หากมีเหตุให้รักของทั้งสองไม่สมหวังก็จะพากันมากระโดดหน้าผาตายด้วยกัน และหนุ่มแสนยังให้แหวนทองวงหนึ่งเป็นสัญญารักต่อสาวสามมุกด้วย
ต่อมาเศรษฐีได้ล่วงรู้ถึงความรักของแสนและสามมุก เศรษฐีโกรธมาก เพราะรังเกียจว่าสาวสามมุกมีฐานะต่ำต้อยยากจน เศรษฐีจึงกักตัว แสน ไว้ในบ้าน กีดกันไม่ให้ทั้งสองได้พบกันอีก และยื่นคำขาดให้หนุ่มแสนต้องแต่งงานกับสาวฐานะดีที่เศรษฐีเลือกไว้ให้แล้ว พร้อมกันนั้นเศรษฐีก็จัดการให้คนไปสู่ขอสาวฐานะดีผู้นั้นทันที โดยที่แสนไม่ทันได้มีโอกาสชี้แจงความจริงต่อสามมุกเลย เมื่อสาวสามมุกรู้ข่าวการแต่งงานของแสน เธอเสียใจมาก คิดว่าแสนละทิ้งสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน เมื่อวันแต่งงานของแสนมาถึง ก็เกิดเหตุวิปริตท้องฟ้ามืดครึ้มพายุพัดรุนแรง ฝนตกกระหน่ำไม่ขาดสาย ในบรรดาแขกที่มาร่วมงานนั้น สาวน้อยคนหนึ่งมาร่วมงานอย่างเศร้าสร้อย
เมื่อเธอเดินเข้าไปรดน้ำสังข์แก่บ่าวสาวที่นั่งเคียงกัน แสนซึ่งนั่งก้มหน้ารับน้ำสังข์อยู่นั้นก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นแหวนทองวงหนึ่งตกลงระหว่างมือพร้อมน้ำสังข์ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างของสาวสามมุกเดินหันหลังหนีไปท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน หนุ่มแสนผลุดลุกจากพิธี วิ่งตามสาวสามมุกไปท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน แสนตะโกนเรียก แต่สามมุกยังคงวิ่งเตลิดฝ่าสายฝนและพายุที่พัดอื้ออึง เธอวิ่งไปถึงที่หมายคือหน้าผาริมทะเล และกระโจนทิ้งตัวลงไปต่อหน้าต่อตาแสน ร่างของเธอลอยละลิ่วกระทบโขดหินถึงแก่ความตายหนุ่มแสนมองเห็นภาพนั้นด้วยความรันทดใจ เขาตัดสินใจกระโจนลงหน้าผาตายตามสามมุกไปทันที เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้สร้างความเศร้าสลดแก่บรรดาชาวบ้านและเศรษฐีมาก เศรษฐีจึงขอตั้งชื่อหน้าผาแห่งนั้นว่า “สามมุก” และตั้งชื่อหาดทรายริมทะเลตรงนั้นว่า “บางแสน” เพื่อเป็นที่ระลึกถึงโศกนาฏกรรมจากความรักของหนุ่มสาวผู้ล่วงลับ
เรื่องราวนี้จึงเล่าขานเป็นตำนาน นิทานพื้นบ้าน ประจำเขาสามมุก,หาดบางแสนและเป็นที่มาของเจ้าแม่เขาสามมุกอันศักสิทธิ์ ของจังหวัดชลบุรีนับแต่นั้นมา

http://xn--o3cdbaaf0a2nen1byqc.whitemedia.org/

Lioresal Grifulvin

Leave a Reply

date
กรกฎาคม 2014
พฤ อา
« พ.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031